น้ำหมักชีวภาพ

แนะนำผู้ทำบล็อก

ผลงานปี 2555 ตำแหน่งพรีเซนเตอร์คณะเทคโนโลยี 2556

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

สวน


 งานอดิเรกยามว่าง วันหยุดสุดสัปดาห์  นอกจากกิจกรรมรับ-ส่งเด็ก ๆ เรียนพิเศษ หรือเดินช้อปปิ้งที่ศูนย์การค้าบ้างเป็นบางครั้ง  เพื่อดูของสวย ๆ งาม ๆ   แต่มีกิจกรรมหนึ่งที่ไม่เคยทอดทิ้ง และหาโอกาสทำทุกครั้งในช่วงวันหยุด  เนื่องจากทำแล้วรู้สึกอิ่มอก อิ่มใจทุกครั้ง เมื่อได้เดินชมบรรยากาศรอบ ๆ บ้าน ล้วนเต็มไปด้วยของตกแต่งที่เป็นธรรมชาติ มีต้นไม้  ตุ๊กตาตกแต่งสวน หรือน้ำพุ  เพื่อให้มีบรรยากาศที่สดชื่น  นั่นคือ การจัดสวนหย่อม การปลูกต้นไม้ ปลูกดอกไม้ เช่น กล้วยไม้ ดอกชบา   เพื่อให้ออกดอกตลอด     สำหรับดอกกล้วยไม้ พี่มอนลี่ชอบเป็นพิเศษ  แรก ๆ ปลูกไม่เป็น  ต่อมาได้ศึกษา  เรียนรู้จากตำรา และประสบการณ์ของตนเอง  ปลูกตายบ้าง รอดบ้าง ไม่โตบ้าง  ก็ทำให้รู้สึกภูมิใจเมื่อมีกล้วยไม้ออกดอก               
              สำหรับการดูแลสวนหย่อมบริเวณรอบ ๆ บ้าน มอนลี่จะใช้ช่วงเวลาที่สะดวก เช่น ช่วงเช้าก่อน 08.00 น. หรือช่วงเย็น ๆ ประมาณ 17.00 น.  ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์    จัดสรรเวลาเพื่อตกแต่งสวนหย่อม ของตนเอง โดยจะทำการเปลี่ยนมุม เปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อย ๆ  เพื่อจะได้บรรยากาศแบบไม่ซ้ำซาก ไม่จำเจ   
              ดังนั้นมอนลี่มีภาพถ่ายการจัดสวนหย่อมแบบธรรมดา ที่ไม่ต้องอาศัยงบประมาณมากนัก เพียงแต่นำตุ๊กตาสัตว์มาตกแต่ง ก็จะทำให้สวนหย่อมดูเก๋ ขึ้นทันทีค่ะ  ขอเชิญชมภาพการจัดสวนหย่อมซึ่งเป็นผลงานของมอนลี่ค่ะ      

 
 
 
 
 
 
 
 
 


 Update กรกฎาคม 2552
             หลังจากเรือนกล้วยไม้ ผุพังไป ทำให้มอนลี่ต้องย้ายกล้วยไม้ไปปลูก ณ ที่ใดที่หนึ่งก่อน  สำหรับพื้นที่ว่างหลังจากรื้อเรือนกล้วยไม้แล้ว เกิดไอเดียที่จะตกแต่งสวนหย่อมใหม่  โดยใช้วัสดุที่มีอยู่บริเวณบ้านมาตกแต่ง  ซื้อเพียงก้อนหินสีขาว ที่ใช้สำหรับตกแต่งสวนหย่อมเท่านั้น  ดังนั้นขอเชิญชมภาพการตกแต่งสวนหย่อมที่เป็นแบบธรรมด๊า ธรรมดา ที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณมากนัก มาให้ชมกันค่ะ  ซึ่งเป็นภาพที่ถ่ายในช่วงเดือนกรกฎาคม 2552 นี้เองค่ะ.
 












จัดสวนง่ายง่ายด้วยตัวเอง

การจัดสวนด้วยตัวเอง



วัตถุประสงค์ของการจัดสวน

เพื่อความสวยงาม การจัดสวนลักษณะนี้ไม่เน้นประโยชน์ใช้สอย แต่เป็นการจัดสวนประกอบอาคารให้ดูดีเท่านั้น

เพื่อการพักผ่อนส่วนตัว ควรจัดสวนอยู่ในมุมที่ไม่ประเจิดประเจ้อ

เพื่อต้อนรับแขก เสมือนเป็นห้องรับแขกภายนอกจึงควรจัดสวนให้มีความสะดวกพอสมควร

เพื่อการออกกำลังกาย เช่น การจัดสวนบริเวณรอบสระว่ายน้ำ

การจัดสวนสนามแบดมินตัน การจัดสวนสนามเทนนิส

เพื่อบริโภค การจัดสวนลักษณะนี้ไม่ควรจัดสวนบริเวณหน้าบ้าน และควรมีแสงแดดเพียงพอ

การเลือกรูปแบบการจัดสวนโดยทั่วไปมี 2 ลักษณะ คือ

สวนแบบประดิษฐ์ (FORMAL STYLE) เป็นการจัดสวนที่มีความสมดุลกันแบบประดิษฐ์ ซ้าย – ขวาเท่ากัน การจัดสวนลักษณะนี้มักมีรูปแบบเรขาคณิต อาจมีน้ำพุหรือรูปปั้นขนาดเหมือนจริง การจัดสวนแบบนี้เหมาะสำหรับใช้ตกแต่งสภาพพื้นที่รอบอาคาร

สวนแบบธรรมชาติ (INFORMAL STYLE) เป็นการจัดสวนที่มีรูปลักษณ์อิสระ สีสันไม่ฉูดฉาด เช่น การจัดสวนป่า การจัดสวนบาหลี การจัดสวนบาหลี การจัดสวนญี่ปุ่น เป็นต้น

องค์ประกอบทางศิลปะที่นำมาใช้ในการจัดสวน


องค์ประกอบหลักที่เป็นจุดสนใจ การจัดสวนลักษณะนี้ควรสร้างจุดเด่นด้วยองค์ประกอบหลัก ซึ่งอาจเป็นต้นไม้ที่มีรูปทรงงดงาม ก้อนหิน ประติมากรรมน้ำตก น้ำพุ หรืออื่นๆ เพื่อเพิ่มความสนใจให้กับสวน

องค์ประกอบรองที่เป็นจุดสนใจรอง ในกลุ่มหรือบริเวณจุดสนใจมักมีจุดสนใจรองประกอบด้วย เพื่อความสวยงามและสมดุลในความรู้สึก เช่น จุดสนใจหลักเป็นไม้ยืนต้นสูง จุดสนใจรองก็อาจเป็นไม้ยืนต้นที่เตี้ยกว่า หรือเป็นกลุ่มพันธุ์ไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง

จุดนำสายตา การจัดสวนที่ดี จึงจำเป็นต้องมีสิ่งนำสายตาเพื่อเน้นให้เกิดมุมมอง เพื่อความสมบูรณ์ของภาพ อาจเป็นแนวทางเดิน แนวต้นไม้ เพื่อนำสายตาไปยังจุดเด่นของสวนนั้น

ฉากหลังและฉากหน้า การจัดสวนบางพื้นที่อาจจะมีฉากหลังหรือไม่มีก็ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และรูปแบบของสวน ฉากหลังของสวนอาจเป็นผนังอาคาร ผนังรั้ว หรือแนวต้นไม้ริมรั้ว ส่วนฉากหน้าอาจเป็นพันธุ์ไม้ที่มีความอ่อนช้อย โปร่งเบา ไม่หนาทึบบังตา ทำหน้าที่เสมือนกรอบรูป ถือเป็นเสน่ห์ที่ชวนมอง

การให้น้ำต้นไม้

ควรให้อย่างสม่ำเสมอ โดยควรให้ในช่วงเช้าหรือเย็นที่มีแสงแดดอ่อน ๆ เพื่อให้ต้นไม้ใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ไม่ควรให้ช่วงเที่ยงหรือบ่ายที่แดดจัด เพราะอาจทำให้ต้นเล็ก ๆ ตายได้

การใส่ปุ๋ยสนามหญ้า


ในการจัดสวน ปุ๋ยเป็นสิ่งจำเป็นในการเจริญเติบโต จะทำให้สนามหญ้ามีสีเขียวสวยงาม หากขาดปุ๋ย หญ้าก็มีใบสีเหลือง ต้นหญ้าจะแคระแกร็น ปุ๋ยที่ใช้ควรใส่ธาตุอาหาร N-P-K หรือเท่ากับ 3-1-2 หรือสูตร 30-10-20 โดยใส่ 1-2 เดือน/ครั้ง โดยการหว่านหรือละลายน้ำรด ควรให้อย่างสม่ำเสมอทั่วสนาม หลังให้ควรรดน้ำตาม เพื่อล้างปุ๋ยที่ติดอยู่ที่ใบของหญ้า เพื่อป้องกันไม่ได้เกิดรอยไหม้

องค์ประกอบทางศิลปะที่ช่วยสร้างรูปลักษณ์ของสวนให้เกิดจุดเด่นสวยงาม

ความสมดุล การจัดสวนแบบประดิษฐ์มักใช้ความสมดุลแบบสมมาตร คือทำเหมือนกันทั้งซ้าย-ขวา, หน้า-หลัง ส่วนการจัดสวนแบบธรรมชาติ อาจใช้ความสมดุลของน้ำหนัก การจัดวางองค์ประกอบในสวน

สัดส่วนและจังหวะ การจัดสวนที่ดีความอาศัยความสมดุล สัดส่วน ปริมาณ ต้นไม้ที่เหมาะสม

ความกลมกลืนและความขัดแย้ง “ความกลมกลืน” จะช่วยให้เกิดความเป็นเอกภาพ ซึ่งความเป็นเอกภาพจะช่วยสร้างจุดเด่นขึ้นมา อย่างเราปลูกไม้คลุมดินสีขาวเป็นกลุ่มใหญ่ก็จะกลายเป็นจุดเด่น แต่หากเรานำโอ่งดินเผาวางลงไปในแปลง สีขาวของไม้คลุมดินจะตัดกับสีน้ำตาลของโอ่งดินเผา ลักษณะเช่นนี้เราเรียกว่าการสร้าง “ความขัดแย้ง” ความขัดแย้งดังกล่าวช่วยสร้างให้โอ่งดินเผาดูเด่นขึ้นมาและเพิ่มความน่าสนใจมากขึ้น เราสามารถสร้างความขัดแย้งได้หลายวิธี เช่น ขัดแย้งด้วยสี ด้วยผิวด้วยขนาด ด้วยทิศทาง ฯลฯ

สีและผิวสัมผัส การใช้สีช่วยให้เกิดความหลากหลายและสวยงาม เหมือนการระบายสีรูปภาพบนกระดาษ นอกจากสีของดอกไม้ใบไม้แล้ว อาจใช้สีของวัสดุแต่งสวนเพื่อสร้างจุดเด่นให้สวน ส่วนความหยาบละเอียดของใบไม้แต่ละชนิดก็คือผิวสัมผัส ซึ่งทำให้เกิดความขัดแย้ง เช่น ใบไม้ขนาดใหญ่กับใบเล็กละเอียดความแตกต่างตรงนี้คือจุดเด่นนั่นเอง

การจัดสวนน้ำเล็ก

การจัดสวนด้วยตนเอง

หลักการออกแบบจัดสวน


ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ การออกแบบจัดสวน

การออกแบบจัดสวน คือการจะทำให้สวนมีความสวยงาม จะต้องมีความรู้พื้นฐานค่อนข้างจะสูงมาก ในเรื่องของการออกแบบ นอกจากนี้ สวนสวย ไม่ใช่ว่า สวนจะอยู่ได้นาน จะต้องดูว่าสวนสวย จะต้องมีการดูแลรักษาที่ดี เพื่อให้เขามีชีวิต ที่อยู่ได้ยาวนาน ด้วย หลักการออกแบบ จึงมีความ จำเป็น ต่อการจัดสวนมาก เพราะถือว่าการออกแบบ การเขียนแบบ เป็นจุดเริ่มต้น ของงาน การออกแบบ ที่ดีต้องอาศัยความรู้อยู่ 2 อย่างด้วยกัน
1. องค์ประกอบของศิลป์ เป็นศิลปะที่เกิดจาก การผสมผสานของจิตใจ สอดคล้องกับวิถีชีวิต และเพื่ออำนวยประโยชน์สูง ทางด้าน ร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ องค์ประกอบของศิลป์ ที่สำคัญได้แก่ สี ต้องมีความเข้าใจเรื่องของสี เรื่องของเส้น เรื่องของพื้นผิว เรื่องของรูปทรง เรื่องของรูปร่าง เรื่องของช่องว่าง และก็ลวดลาย ซึ่งถือว่าเป็น องค์ประกอบของศิลปะ ผู้ออกแบบจะต้องทำ ความเข้าใจ
2.. หลักในการออกแบบ จะเน้นที่ความสมดุล จะเป็นสมดุลที่แท้จริง สมดุลแบบเชิงล้อเลียนธรรมชาติ อะไรก็แล้วแต่ ช่วงจังหวะทั่ว ๆ ไปที่เราเรียกว่า ลิทึม สำหรับมาตราส่วน ที่เหมาะสมกับพื้นที่ ความเป็นเอกภาพจัดไปแล้ว มีความเป็นหนึ่งเดียว ไม่หลากหลาย หรือสับสนมากเกินไป ความกลมกลืนของกลุ่มวัสดุที่ใช้ เช่น กลุ่มของหิน กลุ่มของพืชพันธุ์ ในระหว่างการสร้างจุดเด่น รวมถึง ความขัดแย้งถ้าเผื่อจำเป็น จะต้องมีอันนี้เป็น หลักของการออกแบบที่ดี ผู้ออกแบบที่ดี จะต้องศึกษา ข้อมูลเหล่านี้ให้ชัดเจนและเข้าใจ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีบางประเด็น ที่อยากจะให้ข้อเสนอแนะว่า ในการออกแบบเราก็มีข้อคิดหลาย ๆ ข้อคิดที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น กรณีของการใช้สีในการจัดสวน ถ้าหากเป็น ชาวตะวันออก จะนิยมใช้กลุ่มสีที่เป็น สีเย็นหรือสีพื้น หรือใส่เสื้อผ้าสีพื้นมากกว่า ฉูดฉาด เพราะฉะนั้นลักษณะพืชพันธุ์ สิ่งของที่นำมาใช้ วัสดุมักจะเป็นสีพื้น ๆ และดูได้นาน มีความกลมกลืนค่อนข้างยาวนาน แต่ถ้าเป็น การจัดสวน แบบชาวยุโรปตะวันตก เนื่องจากสภาพอากาศค่อนข้าง จะแปรปรวนง่าย สีที่ใช้ส่วนใหญ่ของ พืชพันธุ์วัสดุ มักจะเป็น สีซ้อนและสีค่อนข้าง จะฉูดฉาด เน้นค่าของสีต่อพื้นที่ พื้นผิวที่ต่างกัน จะมีแปลงไม้ดอกสดใสมากมาย ในแถบยุโรปซึ่งแตกต่างกัน ในเรื่องการใช้สี นอกจากนี้จะพิจารณาถึง ฉากหลัง หรือ ผนังของอาคาร ต่าง ๆ อย่างเช่น กรณีของผนัง ถ้าเป็น ผนังของอาคาร ที่เป็นสีสว่าง ๆ ก็จะเลือกใช้วัสดุที่มีสีเข้ม เพื่อให้มองดูสวยขึ้น และในทำนองเดียวกัน ถ้าหาก ผนังอาคาร สีเข้มอยู่แล้ว อาจจะใช้วัสดุ พืชพันธุ์ สีสว่าง เพื่อมองดูเด่นชัด อาจจะมีความขัดแย้งกันอยู่บ้าง กรณีพื้นผิวต่อ งานออกแบบ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้ากรณีพื้นผิวหยาบ พืชพันธุ์ ที่นำมาใช้ก็ควร จะใช้ที่มีพื้นผิวละเอียด จะมองดู เป็นความขัดแย้งแต่ ถ้าหากเราต้องการให้มี ความกลมกลืนอาจจะ ใช้พื้นผิวที่หยาบ เช่น พันธุ์ไม้ที่มีใบใหญ่ใบหนา ถ้าหากว่าพื้นผิวหยาบ จะไว้ส่วนหลัง ส่วนหน้าก็จะเป็นพื้นผิวค่อนข้างจะปานกลาง หน้าสุดก็จะเป็นละเอียด ถ้าเป็นสนามหญ้าเปิดกว้าง ๆ จะใช้หญ้านวลน้อย ถ้าหากใต้ร่มไม้ ที่มีแสงไม่มากนัก จะใช้หญ้ามาเลเซีย หรือพื้นที่ขนาดเล็ก อาจจะใช้หญ้าที่ละเอียด เช่น หญ้าญี่ปุ่น การจัดสวน เพื่อให้เกิด ความสวยงาม บางทีสวนที่จัดซับซ้อนเกินไป ไม่ได้บ่งชี้ความสวยงาม ระยะยาว แต่สวนที่จัดให้เกิดความสวยงาม กลับกลายเป็นจัดสวนที่ง่าย มีสนามหญ้าเปิดกว้าง ดูแลรักษาง่าย ยาวนาน และเสริมสิ่งก่อสร้างหลักให้สวยงามมากขึ้น การจัดสวน อย่าให้เป็นเหมือน การจัดเรือนต้นไม้ หรือ ร้านขายต้นไม้ เป็นหลักการ ที่ค่อนข้างจะสำคัญ
วัตถุประสงค์ของการจัดสวน มี 3 ประการ คือ
1. การจัดสวนในระบบของพืชผล จะต้องสนองตอบต่อ ความต้องการของคน คือ เอาคนเป็นศูนย์กลางจะต้องเน้น และก็เอื้ออำนวย ประโยชน์สูงสุด แก่คน ไม่ว่าจะเป็น ด้านร่างกาย หรืออื่น ๆ กิจกรรมที่คนกระทำอยู่ เช่น ในสวนจะต้องมีทางเดิน ทางเดินเท้า ทางถนนรถยนต์ ศาลาพัก ม้านั่ง สระว่ายน้ำ ที่ละเล่นกลางแจ้ง มีต้นไม้ยืนต้น เป็นร่มเงา ตามทางเดิน นอกจากนี้ยังมีไม้พุ่ม ไม้คลุมดินเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมต่าง ๆ มีการตัดเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อให้เกิดความสวยงาม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมภายใน ป้องกันมลพิษต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางอากาศ เสียง ฝุ่นละอองที่เกิดขึ้น
2. การจัดสวน เพื่อความสวยงาม เน้นที่สุนทรียภาพต่างๆ มุ่งความงามให้เกิด ความสุขทางด้านจิตใจ อารมณ์ การจัดจะหลากหลาย บรรยากาศ มีมุมสงบมีมุมก่อให้เกิด ความประหลาดใจ เป็นการมุ่งเน้นให้เกิดคุณค่า มีความลี้ลับ เพื่อให้เกิดความคิด ความสนใจ ความระทึกใจ ความสร้างสรรค์ เช่น การจัดสวน ที่มีมุม น้ำพุ น้ำตก ทางน้ำไหล ไม้ดอกสวยงาม เป็นต้น
3. การจัดสวนเพื่อการทดลอง การศึกษา ทดลอง ค้นคว้า วิจัย ต่าง ๆ กรณีที่ได้รับ พืชพันธุ์ ใหม่มา วัสดุอุปกรณ์ ที่ใช้ใน การจัดสวน ใหม่ ๆ มา จะเป็น วัสดุอุปกรณ์ ที่มนุษย์ผลิตขึ้น หรือจาก ธรรมชาติ มาจัดประกอบเข้ากับ รูปแบบของสวนต่าง ๆ ก็ศึกษาว่า เหมาะสม หรือไม่ พืชพันธุ์ นั้นเจริญเติบโตได้ดีหรือไม่ เหมาะกับ รูปแบบของสวน หรือไม่ วัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ที่มุ่งเน้นการศึกษาการค้นคว้า และการทดลอง เพื่อหาคำตอบ ที่เหมาะสมนั่นเอง หาความสัมพันธ์ระหว่างพืชพรรณ วัสดุกับรูปแบบของสวน หรือบางครั้ง อาจจะมี การจัดสวน แบบต่าง ๆ เพื่อเป็นต้นแบบของการศึกษา


Read more: http://www.novabizz.com/CDC/Garden/Garden_Basic.htm#ixzz26MNnvJ4Q

เกษตรดีที่เหมาะสม

          เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับพืช
                                        Good  Agricultural  Practice  :  GAP

1.     GAP  ย่อมาจาก  Good  Agricultural  Practice  หรือ  เกษตรดีที่เหมาะสม

                    คือ  แนวทางในการทำเกษตรกรรม  เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี  ตรงตามมาตรฐานที่กำหนด  ผลผลิตสูงคุ้มค่าการลงทุน  กระบวนการผลิตจะต้องปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค  มีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด  เกิดความยั่งยืนทางการเกษตร  และไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

2.     ทำไมต้องทำ GAP หรือเกษตรดีที่เหมาะสม ?

        2.1     เพื่อได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพและได้มาตรฐาน  สามารถแข่งขันและจำหน่ายได้ราคาสูง
        2.2     เพื่อสร้างเสริมสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช  (Sanitary  and  Phytosanitary)  ในการผลิตสินค้าเกษตร
        2.3     เพื่อแก้ไขการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่ไม่ถูกต้อง  ทำให้เกิดสารพิษตกค้างเป็นอันตรายต่อผู้ผลิต  ผู้บริโภค
                 และเกิดมลพิษส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

3.     หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการขอรับรองแปลง  ตามระบบการจัดการคุณภาพ  :  GAP  พืช

        3.1     คุณสมบัติของเกษตรกร

                 3.1.1   ต้องเป็นเจ้าของ หรือ ผู้มีสิทธิ์ในการดำเนินการผลิต
                 3.1.2   มีสัญชาติไทย  และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์
                 3.1.3   เป็นผู้ที่มีความรู้  ความสามารถและเข้าใจกระบวนการผลิตพืชตามระบบการจัดการคุณภาพ : GAP พืช
                 3.1.4   มีความสมัครใจที่จะเข้าร่วมโครงการ  เห็นด้วยกับระบบการจัดการคุณภาพ : GAP พืช  และ พร้อมที่จะ
                           ปฏิบัติตามคำแนะนำ
                 3.1.5   ต้องผ่านการอบรม หรือได้รับคำแนะนำการผลิตพืชตามระบบการจัดการคุณภาพ  :  GAP  พืช

        3.2     คุณสมบัติแปลงที่ขอรับการรับรอง

                 3.2.1   ต้องเป็นพื้นที่ ที่เหมาะสม  ไม่มีวัตถุอันตรายที่จะทำให้เกิดการตกค้าง  หรือปนเปื้อนในผลผลิต  มีน้ำ
                           ใช้พอเพียง  และได้จากแหล่งที่ไม่มีสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อน
                 3.2.2   เป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย
  

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

การป้องกัน และกำจัด เพลี้ยแป้ง ที่ระบาดในแปลงปลูกมันสำปะหลัง


ข้อมูล เผยแพร่ การป้องกัน และกำจัดเพลี้ยแป้ง ที่ระบาดในแปลงปลูกมันสำปะหลัง โดยสถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (ห้วยบง) มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ในราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี (ฉบับปรับปรุง สิงหาคม 2552)


ก. การป้องกันกำจัดในพ้นที่ ที่มีการระบาดระดับรุนแรง

1. มันสำปะหลังอายุไม่เกิน 1 - 4 เดือน

   เกษตรกรจะต้องถอนต้นมันทั้งหมดบรรจุในถุงดำ  ผูกให้แน่น  ตากแดดทิ้งไว้อย่างน้อย 3 วัน หรือนำไปทำลายโดยการเผาหรือฝังกลบ  หากต้องการปลุกมันสำปะหลังซ้ำในที่เดิม  ให้ทำการป้องกันกำจัด  โดยทำความสะอาดแปลง  กำจัดเศษวัชพืช  และเศษซากต้นมัน  เพื่อตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยแป้ง  จากนั้นให้ไถพรวนดินทิ้งไว้อย่างน้อย  14  วัน  จึงปลูกใหม่  โดยใช้ท่อนพันธุ์ที่สะอาด ปราศจาก เพลี้ยแป้งตามวิธีการที่แนะนำในข้อ ค.



2. แปลงที่มีมันสำปะหลังอายุ 5-8 เดือน
  
     ให้ตัดเอายอดที่มีเพลี้ยแป้งระบาดทั้งหมดบรรจุถุงดำ  ผูกให้แน่น ตากแดดทิ้งไว้อย่างน้อย 3 วัน หรือนำไปทำลายโดยการเผาหรือฝังกลบ  หลังจากนั้นสามารถใช้วิธีป้องกันกำจัดได้หลายวิธี ดังนี้

    2.1  การใช้ชีววิธี  โดยใช้แมลงศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยแป้งหรือใชสารชีวินทรีย์
          หลัง จากที่เกษตรกรตัดยอดและนำไปทำลายแล้ว  ควรใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียฉีดพ่นให้ทั่วแปลงโดยจะต้องฉีดในช่วงเย็นที่อากาศ ไม่ร้อนมากและความชื้นสัมพัทธ์มนอากาศไม่ต่ำกว่า  50% โดยฉีดซ้ำ 2-3 ครั้ง  ห่างกันครั้งละ  10  วัน สปอร์ของเชื้อราบิวเวอร์เรียจะสร้างเส้นใยเข้าทำลายอวัยวะต่างๆของเพลี้ย แป้งและระบาดสู่เพลี้ยแป้งตัวอื่น  หลังจากนั้นให้เกษตรกรหมั่นสังเกตว่าจะมีแมลงช้างปีกใส  ซึ่งเป็นแมลงศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยแป้งเข้าไปทำลายเพลี้ยแป้งโดยธรรมชาติ  หากไม่มีให้ผลิตแมลงช้างปีกใสไปปล่อย  หรือเกษตรกรอาจติดต่อสำนักงานบริหารศัตรูพืชใกล้บ้าน ขอแมลงช้างปีกใสก็ได้  แมลงช้างปีกใส  1  ตัว  สามารถกินเพลี้ยได้ 150 ตัว ตลอดอายุ  10 วัน

                  
ตัวอ่อนแมลงช้างปีกใส                     ตัวเต็มวัย

          เกษตรกรสามารถขยายพันธุ์แมลงช้างปีกใสได้ด้วยตัวเอง  โดยสังเกตไข่และตัวอ่อนของแมลงช้างปีกใส   ที่ยอดมันที่มีเพลี้ยแป้ง  เกษตรกรสามารถดูไข่และตัวอ่อนได้ด้วยตาเปล่า  ไข่มีลักษณะเป็นเส้นขาวที่มีหัวคล้ายไม้ขีดไฟสีขาวหรือเขียว  เกาะอยู่ตามใบ  ยอด  ช่อ ให้เตรียมภาชนะที่มีลักษณะเป็นอ่างหรือกาละมังใส่ทรายประมาณครึ่งหนึ่ง  ใส่น้ำให้ปริ่มทรายแล้วนำยอดมันสำปะหลังที่มีเพลี้ยแป้งมาปักในกาละมังคลุม ด้วยตาข่ายมิให้แมลงช้างปีกใสบินหนี  ปล่อยให้ตัวอ่อนแมลงช้างปีกใสกินเพลี้ยแป้ง  เมื่อขยายพันธุ์ได้มากให้นำตัวอ่อนไปปล่อยในแปลงที่มีเพลี้ยระบาด  แมลงช้างปีกใสจะช่วยควบคุมเพลี้ยแป้งไม่ให้ระบาดได้

    2.2  วิธีการใช้สารเคมีฉีดพ่นต้นมันสำปะหลัง
           ใช้สารฆ่าแมลงไทอะมีโทแซม 25%WG ในอัตรส่วน  2  กรัม  ร่วมกับไวท์ออยล์อัตรา 40 ซี.ซี.ผสมน้ำ  20 ลิตร  ฉีดพ่นติดต่อกัน 2  ครั้ง  ห่างกัน  10 วัน  เนื่องจากการฉีดครั้งเดียวอาจกำจัดได้เฉพาะตัวอ่อนและตัวโตเต็มวัย  แต่ไม่สามารถกำจัดไข่เพลี้ยแป้ง  ซึ่งอยู่ในถุงที่มีใยสีขาวจึงต้องฉีดพ่นซ้ำอีก

    2.3  มันสำปะหลังอายุ 8 เดือนขึ้นไป
           ให้ขุดหัวมันขึ้นเพื่อจำหน่ายทันที  หลังจากนั้นให้ทำการป้องกันกำจัดโดยการทำความสะอาดแปลง  กำจัดเศษวัชพืช  ซากวัชพืช  ไถพรวนดินให้ลึกแล้วปล่อยทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า  14  วันเพื่อตัดวงจรชีวิตเพลี้ยแป้ง  ก่อนปลูกมันสำปะหลังใหม่

ข.  การกำจัดเพลี้ยแป้งในแปลงมันสำปะหลังที่เริ่มมีการระบาดของเพลี้ยแป้งและการระบาดยังมีเพียงเล็กน้อย
    ให้ใช้สารฆ่าแมลงไทอะมีโทแซม  25%WG อัตราส่วน 2 กรัม  ร่วมกับ ไวท์ออยล์หรือนำยาจับใบชนิดเข้มข้น 40 ซี.ซี.  ผสมน้ำ 20 ลิตร  โดยนำไวท์ออยล์ตีให้เข้ากับน้ำก่อนที่จะผสมสารฆ่าแมลง  สามารถฉีดพ่นได้เนื้อที่ประมาณ 1-2 งาน  นอกจากกำจัดเพลี้ยแป้งโดยใช้สารเคมียังสามารถป้องกันเพลี้ยแป้งได้ต่อ เนื่อง  14 - 15 วัน

ค.  การทำให้ท่อนพันธุ์สะอาด  ปราศจากเพลี้ยแป้ง
    หลังจากสับต้นพันธุ์ให้ได้ขนาดที่จะใช้ปลูกแล้ว  ให้แช่ท่อนพันธุ์เพื่อกำจัดเพลี้ยแป้งโดยใช้สารฆ่าแมลง  ไทอะมีโทแซม 25%WG  อัตรส่วน  4  กรัม  ต่อน้ำ  20  ลิตร  แช่นานไม่น้อยกว่า  10  นาที  วิธีการแช่ท่อนพันธุ์ดังกล่าวจะกัดเพลี้ยแป้งที่อาจติดอยู่กับท่อนพันธุ์  และสามารถป้องกันการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้งได้  24 - 30 วัน

ง.  การติดตามเฝ้าระวังการระบาด
    เกษตรกร ผู้ผลูกมันสำปะหลังควรหมั่นตรวจตราแปลงปลูกของตน  หากมีเพลี้ยแป้งเกิดขึ้นจะได้ป้องกัน กำจัด ได้ทันเวลา  เพื่อมิให้ระบาดต่อไป

ที่มา http://www.nettathai.org/tapioca/39.html